
เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคมที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 23 ปีของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศไทยที่โด่งดังไปทั่วโลกในชื่อของ ‘วิกฤติต้มยำกุ้ง’ มีการประกาศลดค่าเงินบาท มีการปิดสถาบันการเงิน 56 ไฟแนนซ์ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเจ๊งกันระเนระนาด

เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคมที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 23 ปีของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศไทยที่โด่งดังไปทั่วโลกในชื่อของ ‘วิกฤติต้มยำกุ้ง’ มีการประกาศลดค่าเงินบาท มีการปิดสถาบันการเงิน 56 ไฟแนนซ์ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเจ๊งกันระเนระนาด
ปกติทุกปีถึงวันที่ 2 กรกฏาคม มักจะมีการย้อนรำลึกเหตุการณ์เป็นบทความ การสัมภาษณ์ การสัมมนา แต่มาปีนี้แปลกไป ไม่ค่อยมีการพูดถึง ซึ่งก็เข้าใจว่า ทุกคนทุกธุรกิจกำลังสาละวนอยู่กับการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และทุกคนก็รู้สึกได้ว่า วิกฤติครั้งนี้หนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง
ที่เคยเชื่อกันว่า ผ่านวิกฤติปี 2540 มาแล้ว จะไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงทางเศรษฐกิจอะไรแบบนั้นอีก เวลานี้ยืนยันแล้วว่า เป็นการพูดผิด คิดผิด และเป็นความประมาท
วิกฤติปี 2540 เกิดจากบนลงล่าง เหมือนฟ้าผ่าลงทางยอดปิรามิด ผ่านทางระบบสถาบันการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน สู่องค์กรธุรกิจ
วิกฤติปี 2563 เป็นจากล่างขึ้นบน คนรายได้น้อย คนตกงาน ไม่มีกำลังซื้อ สินค้าขายไม่ได้ ปิดโรงงานเลิกจ้าง
เริ่มมาจากหลายปีก่อนหน้านั้น เศรษฐกิจคึกคักสุดๆ รัฐเปิดเสรีทางการเงิน (BIBF) เปิดให้เงินตราต่างประเทศเข้าออกเสรี แต่อัตราแลกเปลี่ยนใช้ระบบตระกร้า (เงินตราสกุลหลัก) ซึ่งเป็นกึ่ง Fix Rate เป็นช่องทำให้ถูกโจมตีอัตราแลกเปลี่ยนจากเฮดจ์ฟันด์ในเวลาต่อมา
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศกับต่างประเทศแตกต่างกันมาก เอกชนรวมทั้งนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงไปกู้เงินต่างประเทศกันมาก แบบว่าใครไม่กู้ก็โง่ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูงมาก
บริษัทอสังหาฯซึ่งใจถึงกันพิเศษ เรโชหนี้ต่อทุน เป็น 5 ต่อ 1 หรือ 10 ต่อ 1 กันไปเลย
แนวคิดและการวิเคราะห์เวลานั้น ก่อนวันที่ 2 กรกฏาคม 2540 เพียง 1-2 เดือน แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการลดค่าเงินบาทบ้างแล้ว แต่คนในแวดวงธุรกิจไทยส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่า จะไม่มีการลดค่าเงินบาท เพราะเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเกิดความเสียหายมาก และเหตุผลอื่นๆ อีกเยอะแยะ
เวลาผ่านมากว่า 20 ปี ทำให้รู้ว่า ที่วิเคราะห์ว่าจะไม่มีการลดค่าเงินบาทนั้น แท้จริงไม่ได้เป็นการวิเคราะห์ แต่เป็นความปรารถนาใจอยากให้เป็นอย่างนั้นเสียมากกว่า
นอกจากนี้ ว่ากันว่ามีการล็อบบี้ของเครือข่ายกลุ่มธุรกิจการเมืองใหญ่ของประเทศ ผ่านทางธนาคารพาณิชย์ใหญ่ ไม่ให้ธุรกิจไทยซื้อประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะกลุ่มของตนเองซื้อไม่ได้ เพราะขนาดใหญ่เกินที่สถาบันการเงินจะรับประกันความเสียงให้ได้
บริษัทอสังหาฯ ทั้งหมดเชื่อแนวคิดว่า จะไม่มีการลดค่าเงินบาท เมื่อผลลัพธ์ออกมาไม่ใช่แค่ลด แต่เป็นการปล่อยลอยตัวจาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ไปจนแถวๆ 50 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ จึงพังกันเป็นแถบ

แรกๆ ที่มีการโจมตีค่าเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยนโยบายผิดพลาด เอาเงินสำรองของประเทศไปสู้กับกองทุนเฮดจ์ฟันด์ จนกระสุนแทบหมด แล้วก็ยกธงขาวยอมแพ้
จากนั้นก็ไปขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พร้อมกับเงื่อนไขความช่วยเหลือ ซึ่งภายหลังไอเอ็มเอฟก็ยอมรับว่า มาตรการที่บังคับให้ประเทศรับความช่วยเหลือทำนั้นผิดพลาด เป็นยาแรงเกินขนาด
ธุรกิจเจ๊งมากมาย ก็เกิดหนี้เสียมหาศาล ก็ตั้งองค์กร ปรส.ขึ้นมาจัดการ จ้างบริษัทต่างชาติมาเป็นที่ปรึกษา บริษัทฝรั่งเป็นคนเขียนกติกาเอง เป็นกรรมการตัดสิน และมีสิทธิเข้าแข่งประมูลเองด้วย ส่วนคนไทยโดยเฉพาะธุรกิจอสังหาฯ ต้องไปซื้อหนี้ของตัวเองคืนมาจากฝรั่ง
บริษัทฝรั่งซื้อจากทางการไทยไปสักประมาณ 20-30% ของมูลหนี้ แต่นักพัฒนาอสังหาฯ ไทยต้องไปซื้อจากฝรั่ง 70-80%
บริษัทที่ไม่มีปัญหาก็กลายเป็นมีปัญหาเพราะสถาบันการเงินหยุดสินเชื่อสถาบันการเงินปิด พอจะซื้อหนี้ตัวเองคืน ยิ่งเป็นหนี้คุณภาพดีก็ยิ่งต้องซื้อคืนราคาแพง

วิกฤติ 2540
เกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจขยายตัวเติบโตในอัตราสูงต่อเนื่องกันหลายปี จนเลยจุด สมดุลบางเซ็คเตอร์กลายเป็นฟองสบู่ เอกชนมีการกู้เงินตราต่างประเทศเข้ามามาก เป็นการกู้ระยะสั้นแต่นำมาลงทุนระยะยาว เมื่อเกิดปัญหาภาครัฐแก้ผิดพลาด สุดท้ายต้องปล่อยลอยตัวอัตราแลกเปลี่ยน นำเอาหนี้สินเอกชนมาขายทอดตลาด
วิกฤติโควิด 2563
เกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำต่อเนื่องกันมาร่วมสิบปี รายได้ที่แท้จริงของประชาชนทั่วไปแทบไม่เพิ่ม คนระดับล่างรายได้แท้จริงลดลงด้วยซ้ำ เกิดปัญหาหนี้สินครัวเรือนทั้งประเทศสูงซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้สินที่ซื้อสินค้าจำเป็น อาทิ บ้าน รถยนต์ ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการผลิตแบบเดิมที่ถูกกดดันจากค่าแรงที่ไม่ถูกแล้ว ถูกดิสรัปชั่นจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ฯลฯ ไม่มียุทธศาสตร์ในการแก้ไข
โควิด-19 ที่จู่มาโจมตีโดยไม่มีสัญญานเตือนล่วงหน้า มาเร่งให้ปัญหาเศรษฐกิจเร็วและแรงขึ้น
วิกฤติต้มยำกุ้ง ศูนย์กลางปัญหาคือเรื่องค่าเงิน แต่เป็นเรื่องที่มีทั้งคนได้มีทั้งคนเสีย
ประเทศเสียสำรองเงินตราต่างประเทศเกือบเกลี้ยง สถาบันการเงินปิดไปจำนวนมาก แบงก์ที่เหลือก็ต้องเอาต่างชาติมาร่วมทุน ธุรกิจที่กู้เงินต่างประเทศมากเจ๊งหนี้ท่วม ธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งกู้ทั้งเงินต่างประเทศ หรือไม่กู้ต้องกู้เงินแบงก์ จึงไม่มีใครรอด
แต่ก็ยังมีคนได้ อาทิ ผู้ส่งออกอาหารทะเล ผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร ได้ประโยชน์จากค่าเงิน ร่ำรวยไปตามๆ กัน โครงการบ้านจัดสรรราคาสูงหลังละ 40 ล้านบาทจึงเกิดขึ้นย่านถนนพระราม 2 เป็นย่านแรก เพราะเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างโรงงานอาหารทะเลสมุทรสาครกับศูนย์กลางธุรกิจในกรุงเทพฯ
วิกฤติโควิด ปัญหาใหญ่ทางธุรกิจคือปัญหาไม่มีกำลังซื้อและเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งโลก มีแต่คนเสีย ไม่มีใครได้ แต่ที่หนักสุดคือธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของประเทศ ยอดขายเหลือศูนย์ในพริบตา จะฟื้นตัวยังไง ท่าไหน

ถ้าเทียบกับวิกฤติปี 2540 แล้ว ตอนนี้วิกฤติโควิด 2563 กำลังอยู่ในกระบวนการถอยร่นตั้งรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีในวิกฤติเที่ยวนี้ต้องถือว่าธุรกิจอสังหาฯ ปรับตัวได้เร็วมาก เพราะมีประสบการณ์ ดูแค่ บริษัทท้อป 10 ในตลาดหุ้น มีแค่ 2 บริษัทที่เกิดหลังปี 2540 ที่เหลืออีก 8 รายผ่านวิกฤติปี 2540 มาแล้วทั้งสิ้น
ด้านความแข็งแรงก็ถือว่าใช้ได้ เริ่มจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ในเกณฑ์ต่ำที่ประมาณ 1 ต่อ 1 กันเป็นส่วนใหญ่ ยังมีเครื่องมือทางการเงินหลากหลาย ปัญหาของธุรกิจอสังหาฯ ระยะใกล้ๆ มีอยู่ปัญหาเดียวคือห้องชุดคอนโดมิเนียมโอเวอร์ซัพพลาย เมื่อเกิดวิกฤติจึงมีการเร่งระบายสต็อค ชลอการซื้อที่ดิน ปรับแผนลดการเปิดตัวโครงการใหม่
อุปสรรคใหญ่ของอสังหาฯ ยุควิกฤติโควิดคือปัญหากำลังซื้อ ปัญหาลูกค้ากู้ไม่ผ่าน สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อรายย่อย และยังมีมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทยถือดาบคุมซ้ำอยู่อีกที
จากนี้ยังต้องคอยลุ้นว่า ไตรมาส 4 ปีนี้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาพักการชำระหนี้แล้วหนี้เสียในระบบสูงขึ้น ธนาคารจะเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อรายย่อยมากขึ้นอีกแค่ไหน ธนาคารจะเข้มวงเงินสินเชื่อก่อสร้างกับโครงการอสังหาฯ มากขึ้นเพียงใด
ดูแนวโน้มแล้ว การฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด 2563 อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540 เพราะเป็นวิกฤติที่มีแต่คนเสียไม่มีใครได้ เป็นวิกฤติที่ปัญหาใหญ่เป็นเรื่องกำลังซื้อ ซึ่งมาตรการเยียวยาทุกวันนี้ยังเป็นแค่การบรรเทาความเดือดร้อนเฉยๆ
อีกปัจจัยหนึ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลย คือเรื่องการเมือง เพราะจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย กลยุทธ์หรือมาตรการต่างๆที่จะรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ และฟื้นเศรษฐกิจ
ปี 2540 ประเทศไทยได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นผลต่อเนื่องจากการต่อต้านคัดค้านรัฐประหาร ‘รสช’ ปี 2535 จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ผ่านกระบวนการต่างๆ จนถือได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นฉันทามติของคนส่วนใหญ่ รัฐบาลที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลังการประกาศใช้จึงถูกยอมรับและมีความชอบธรรมสูง
ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ใช้ปัจจุบัน เป็นผลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหารปี 2557 เป็นผลจากความขัดแย้งของคนกลุ่ม 2 กลุ่มใหญ่มาร่วม 10 ปี ที่มีผลประโยชน์ ทัศนคติต่างกันคนละขั้ว จนยากที่จะสร้างฉันทามติร่วม และล่าสุดยังมีกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่แสดงตัวตนทางการเมืองเป็นกลุ่มก้อนชัดเจน ขนาดใหญ่ กลายเป็นความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งระหว่างเจเนอร์เรชั่น
วิกฤติโควิด 2563 จึงเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่แตกต่างจากวิกฤติครั้งก่อน เพราะตั้งอยู่บนความคุกรุ่นของความขัดแย้งทางการเมือง การแก้ปัญหาของรัฐบาลจากฐานดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนจึงยังเป็นคำถาม และถ้าวิกฤติเศรษฐกิจวิกฤติการเมืองเกิดขึ้นพร้อมกันจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่สุดคาดเดา
ต้องรอดูว่ารัฐบาลปัจจุบัน จะมีมาตรการหรือโครงการอะไรเด็ดๆ มากระตุ้นการทำมาหากิน การทำธุรกิจ เพื่อสร้างการจ้างงาน สร้างรายได้และทำให้เกิดกำลังซื้อ ทำให้วงจรการเติบโตเศรษฐกิจกลับมา
อะไรจะเกิดมันก็เกิด แต่เราต้องอยู่ เท่านั้นเอง
ตอนนี้เอาตัวให้รอด ปรับตัวให้ได้ก่อน ค่อยว่ากัน หุหุ...
‘นาย ต.’ บริสุทธิ์ กาสินพิลา
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Home Buyers Group
ติดตามข่าวสารอสังหาฯและข่าวดังในกระแส www.home.co.th/news
ติดตามข้อมูลโครงการและความเคลื่อนไหวด้านอสังหาฯ www.home.co.th และ www.facebook.com/Homebuyersfanpage
หรือชมวิดีโออื่นๆ คลิกที่นี่ www.home.co.th/vdo , www.youtube.com/tvhomebuyer
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย