ค่าใช้จ่ายในการกู้บ้าน มีอะไรบ้าง
เพื่อนๆ ที่กำลังหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดกันอยู่ คงพอจะรู้ใช่ไหมคะว่าในการกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายของเรานั้นไม่ได้มีแค่เงินต้นกับดอกเบี้ยเท่านั้นนะ แต่ยังมี ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม ที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายการเลยล่ะค่ะ แถมในบางเคสยังมี ค่าปรับ อีกด้วย โดยแต่ละธนาคารก็มีหลักในการคิดค่าใช้จ่ายที่ไม่เท่ากัน
เพื่อเป็นตัวช่วยให้เพื่อนๆ ได้เตรียมเงินให้พร้อม วันนี้ทีมแอดมิน Home Buyers ก็เลยจะมาแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับ ค่าใช้จ่ายในการกู้ ตั้งแต่ต้นจนจบ จากประสบการณ์ตรงที่พวกเราเคยกู้สินเชื่อบ้านกันมาแล้ว ให้เพื่อนๆ ได้เตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ ไว้เลยค่ะ
1.ค่าประเมินราคาหลักประกัน
เป็นค่าใช้จ่ายที่มีฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 - 5,000 บาท / แปลง ขึ้นอยู่กับมูลค่าและที่ตั้งของหลักประกัน (บ้านหรือห้องชุดที่เราจะซื้อ) โดยค่าใช้จ่ายนี้หากกู้ไม่ผ่านก็จะไม่มีการคืนเงิน ดังนั้นถ้าหากยื่นกู้หลายธนาคารก็จำเป็นที่ต้องเตรียมจำนวนเงินในส่วนนี้เพิ่มขึ้น
2.ค่าตรวจสอบข้อมูลเครดิต
แม้หลายธนาคารไม่คิดค่าตรวจสอบข้อมูลเครดิตกับลูกค้า แต่หากมีการคิดเกิดขึ้น อัตราค่าตรวจสอบก็จะคิดตามอัตราการให้บริการของศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ คือ 100 บาท / ครั้ง
3.ค่าให้บริการสินเชื่อ
อัตราค่าให้บริการสินเชื่อโดยทั่วไปอยู่ที่ 0.25% ของวงเงินกู้ แต่หลายธนาคารมักมีโปรโมชั่นยกเว้นค่าใช้จ่ายส่วนนี้
4.ค่าตรวจงวดงาน
เป็นค่าใช้จ่ายในการกู้ ที่ใช้ในกรณี กู้ปลูกสร้างบ้าน โดยเรียกเก็บครั้งละ 500 - 1,000 บาท / ครั้ง ขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ และทำเลที่ตั้งหลักประกัน
5.ค่าอากรแสตมป์
มีอัตรามาตรฐานอยู่ที่ 0.05% ของวงเงินกู้ ซึ่งธนาคารเป็นเพียงผู้รับจ่ายและนำเสนอต่อให้หน่วยราชการ
6.ค่าธรรมเนียมจดจำนอง
เป็นอัตรามาตรฐานเช่นกัน โดยคิดที่ 1% ของมูลค่าจำนองและกำหนดอัตราสูงสุดไว้ไม่เกิน 200,000 บ. (ยกเว้นกรณีหลักประกันเป็นคอนโดมิเนียม) ธนาคารรับจ่ายและนำส่งให้หน่วยราชการเช่นกัน โดยในบางช่วงเวลา ภาครัฐอาจมีการประกาศลดค่าธรรมเนียมการจดจำนอง เพื่อช่วยแบ่งเบาประชาชน รวมถึงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งปี 2567 นี้ ก็ได้มีมาตรการลดค่าธรรมเนียมการจกจำนอง สำหรับบ้านหรือคอนโดที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้าน จากอัตรา 1% เหลือเพียง 0.01% เท่านั้นเองค่า
7.ค่าประกันอัคคีภัย
เป็นการประกันภาคบังคับที่เกิดขึ้นในระหว่างที่หลักประกันยังจำนองอยู่กับธนาคาร โดยค่าเบี้ยประกันคิดเป็นรายปี ประมาณ 0.101 - 0.45% ของทุนประกันภัย (ไม่รวมค่าที่ดิน) ส่วนใหญ่มักกำหนดต่อประกัน 3 ปีครั้ง ซึ่งค่าเบี้ยจะถูกกว่าต่อปีต่อปี
8.ค่าติดตามทวงหนี้
เมื่อเกิดกรณีผิดนัดชำระหรือมีหนี้ค้างชำระ บางธนาคารจะมีการคิดค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ด้วย โดยอัตราค่าบริการสูงสุด 1,000 บาท / ครั้ง
9.ค่าปรับดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้
หากผิดนัดชำระหนี้ นอกจากต้องเสียค่าติดตามหนี้แล้ว ก็ยังมีค่าปรับดอกเบี้ยผิดนัดด้วย โดยหลักเกณฑ์การคิดค่าปรับดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่งปรับใหม่ปี 2563 ซึ่งให้คิดดอกเบี้ยเฉพาะส่วนของเงินต้นในงวดที่ผิดนัดชำระ ส่วนอัตราค่าปรับของแต่ละธนาคารจะมีอัตราใกล้เคียงกันเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 15 - 18%
10.ค่าเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
แม้ได้รับอนุมัติเงินกู้แล้ว เราก็ยังสามารถขอเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ รวมทั้งระหว่างอยู่ในช่วงการผ่อน แทนที่จะรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ เราก็อาจขอลดดอกเบี้ยได้ (Retention) แต่ส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่าย เฉลี่ยตั้งแต่ 0.25 - 1.0% ของยอดหนี้คงค้าง
11.ค่าปรับไถ่ถอนก่อนกำหนด
ช่วงระยะเวลายกเว้นค่าปรับการไถ่ถอน (Grace Period) ส่วนใหญ่กำหนดระยะเวลาไว้ที่ 3 หรือ 5 ปี ส่วนค่าปรับไถ่ถอนก่อนกำหนดส่วนใหญ่คิด 3% ของยอดเงินกู้คงเหลือ
“ค่าใช้จ่ายในการกู้” ที่เรานำข้อมูลมาฝากกัน เป็นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระหว่างขอสินเชื่อบ้าน รวมไปถึงค่าปรับที่อาจเกิดขึ้นได้หลังกู้สินเชื่อผ่านแล้ว ซึ่งอัตราค่าใช้จ่ายของแต่ละธนาคารอาจสูงหรือต่ำกว่านี้ก็เป็นได้ รวมทั้งบางธนาคารอาจมีรายการเรียกเก็บเพิ่มเติมมากกว่านี้
ดังนั้น เพื่อการเตรียมค่าใช้จ่ายอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น Home Buyers แนะนำว่าให้ตรวจสอบจากเอกสารของธนาคาร หรือสอบถามจากเจ้าหน้าที่ให้บริการสินเชื่อโดยตรงไปเลย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ค่าใช้จ่ายในการกู้ ล่วงหน้าไว้ค่ะ